ค่ำคืนที่ยากจะผ่าน
posted on 03 Jul 2008 16:04 by mindpower in Mind
ในคืนวันอันอ่อนเยาว์ ฉันมักนั่งอยู่ริมหน้าต่าง
เฝ้ามองดูผู้คน .. ผ่านมา .. ผ่านไป .. ผ่านมา .. แล้วก็ผ่านไป
ทุกประการของชีวิต ... ช่างเป็นความมหัศจรรย์เสียนี่กระไรในสายตาเด็กน้อย
ในขณะที่หน้าต่างเปิดช่องทางสู่โลกภายนอกให้ฉันได้รับรู้ ...
มันก็เปิดโลกภายในของฉันให้ผู้อื่นได้เมียงมองเข้ามาเช่นกัน
...
กาลเวลาไหลเลื่อน .. ดาวเดือนเคลื่อนคล้อย .. คนเติบใหญ่ขึ้น
ฉันเริ่มเรียนรู้ว่า .. แต่ละคนต่างก็มีหน้าต่างของตนเองอยู่คนละบาน
บางบาน .. อ่อนหวานนุ่มนวล ทอประกายรัก พาให้อยากเดินเข้าไปซบอิงแอบหลับใหลยามอ่อนล้า
บางบาน .. สร้างมาแข็งแกร่ง พร้อมเป็นที่กำบังให้กับคนรอบข้างยามพายุอารมณ์พัดเชี่ยวกราก
บางบาน .. มองผ่านเห็นห้องสมุดอัดแน่นด้านใน หากไม่เคยมีใครได้ประโยชน์จากตำราเหล่านั้นเลย
บางบาน .. ดูเลิศหรูวิจิตรตระการตา หากแต่คับแคบ ไม่มีที่เหลือให้ผู้ใดมองผ่านไปได้
บางบาน .. แม้จะดูเรียบๆ แต่หากเราแวะผ่านไป จะได้ยินเสียงธารน้ำใจไหลรินแผ่วเบาอยู่ลึกๆด้านใน
บางบาน .. เริ่มมีริ้วรอยของกาลเวลา หากแต่ยังคงฉายแสงแห่งปัญญาให้ผู้คนเห็นทาง
บางบาน .. ปิดสนิทแน่น สนิมจับคร่ำคร่า เหมือนไม่เคยถูกเปิดออกนานมากแล้ว
บางบาน .. เหลือเพียงซากปรักหักพัง มิแยแสว่าจะมีผู้ใดผ่านมาหรือไม่
และบางบาน .. ก็ถูกฉาบหนากลายเป็นกำแพงที่ปราศจากช่องอีกต่อไป
...
เมื่อย้อนเวลากลับไปยามแรกเริ่ม ...
หน้าต่างแต่ละบานล้วนคล้ายยามเยาว์ของฉัน .. มักจะเปิดออกพร้อมรอยยิ้มและเสียงหัวเราะสดใสเริงร่าไร้เดียงสา
หากทว่า .. ยามเมื่อกาลเวลาล่วงผ่าน
หน้าต่างเหล่านั้น ค่อยๆแปรเปลี่ยนตนเองไปช้าๆตามประสบการณ์ที่พานพบ
...
วันนี้ .. หน้าต่างบานหนึ่งในหมู่บ้านที่ฉันรักได้ปิดลง
ฉันไม่รู้ว่าเกิดเหตุอาเพศอันใด
มีคำร่ำลือมากมายถึงสาเหตุต่างๆนาๆ
แต่สำหรับคนนอกอย่างฉัน .. คงสุดจะหยั่งรู้ความเป็นไปที่แท้จริงได้
...
เบื้องหลังหน้าต่างแต่ละบาน
คือชีวิต คือเลือดเนื้อ คือตัวตน
มีความหวัง มีความใฝ่ฝัน มีจิตวิญญาณ
ล้วนต้องการความรัก มิตรภาพ และการยอมรับ
อันเป็นพื้นฐานของมนุษย์สามัญทุกรูปนาม
เมื่อถูกปฏิเสธ .. ย่อมเจ็บปวดเป็นธรรมดา
แม้มิได้เห็นด้วยตา ก็อาจสัมผัสได้ด้วยใจ
...
เมื่อมีการกระทบกระทั่งเกิดขึ้น
ความรวดร้าวมักบังเกิดแก่ทุกฝ่าย
ผู้กระทำ .. ผู้ถูกกระทำ .. ผู้ริเริ่ม .. ผู้เสริมสาน ..
ล้วนได้รับผลจากเหตุการณ์ทั้งสิ้น
ฉันเอง .. มนุษย์สีเทาสามัญธรรมดาผู้เผอิญผ่านมา
ย่อมมิหาญกล้าวิพากษ์ตัดสินผู้ใด
แต่ละคนย่อมมีเหตุผลต่อการกระทำของตน
และผู้ตัดสิน ไหนเลยจะเคยปราศจากความผิดพลาดในชีวิตตนเอง
ฉันได้แต่เพียงหวังลึกๆว่า ...
เมื่อเหตุการณ์ผ่านเลย มีดเล่มนั้นจะถูกวางลง
และไม่มีใครหยิบมันขึ้นมาทิ่มแทงอีกต่อไป มิว่าต่อตนเองหรือต่อผู้อื่น
และบาดแผลในใจทุกดวงจักได้รับการเยียวยาจากกาลเวลา
...
หลังจากเดินทางมากว่าครึ่งชีวิต
ผ่านการกระทำความผิดพลาดมามากหลาย
ทั้งต่อตัวเอง .. ต่อผู้อื่น .. และต่อโลก ..
ผ่านสุข .. ทุกข์ .. สมหวัง .. ผิดหวัง ..
ฉันพบว่า ... ในค่ำคืนอันเหน็บหนาวของชีวิต
เพียงเศษเสี้ยวหนึ่งของน้ำใจที่ได้รับ ...
ประดุจเปลวเทียนในสายลมที่ช่วยนำพาเราพ้นจากความว้าวุ่นสับสน
มิตรภาพที่จริงใจ ...
การยอมรับอย่างไร้เงื่อนไขในตัวตนของเรา ...
ประดุจไม้ขีดไฟก้านน้อยที่จุดพลังใจพลังชีวิตให้ลุกโชนแสงขึ้นได้อีกครา
และหากเราสามารถยืนหยัดผ่านพ้นคืนวันเหล่านั้นไปได้ ...
เราจะเป็นเสมือนถ่านไม้ที่ถูกแรงดันใจกลางโลกบีบอัด .. ถูกช่างฝีมือเอกเจียรนัยเหลี่ยมคม ..
จนเปล่งประกายแวววาวเป็นเพชรน้ำงามเม็ดหนึ่ง
...
ในค่ำคืนที่ลมฝนโหมกระหน่ำ ..
ชายพเนจรนั่งเฝ้ามอง .. ผ่านหน้าต่างเล็กๆบานเก่า
บ้านหลังน้อยเยือกเย็น .. ไร้แสงไฟ ..
ใต้ประกายสายฟ้าผ่า .. แลเห็นหน้าต่างเปิดแง้มออก
นกน้อยบินออกมา .. ชุ่มโชก .. ฝ่าพายุฝน
มุ่งสู่ดินแดนแห่งฟ้าสวยและท้องทะเลใส
ทิ้งเพียงเสียงเพลงกังวานไว้เบื้องหลัง
...