Bromo ... รอยใจในทรงจำ

posted on 06 Jul 2008 19:20 by mindpower  in Journey

 
To melt and be like a running brook that sings its melody to the night.
To know the pain of too much tenderness.
To be wounded by your own understanding of love;
And to bleed willingly and joyfully.
To wake at dawn with a winged heart and give thanks for another day of loving;
To rest at the noon hour and meditate love’s ecstasy;
To return home at eventide with gratitude;
And then to sleep with a prayer for the beloved in your heart and a song of praise upon your lips.
 
                                                                                            Khalil Gibran
 
 
 
 
เสียงเครื่องยนต์ของจี๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อที่ค่อยๆไต่สูงขึ้นไปเรื่อยๆสลับกับเสียงกระชากเกียร์และบดคันเร่งดังมาเป็นระยะ เส้นทางคดเคี้ยวที่เริ่มต้นจากถนนลาดยางค่อยๆแซมด้วยหลุมบ่อมากขึ้นตามระดับความสูง จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นทางดินโรยด้วยหินและกรวดอย่างสมบูรณ์ ในยามที่โชเฟอร์หนุ่มชาวอินโดนีเซียเร่งเครื่องเต็มที่เพื่อพารถขึ้นไปตามโค้งที่หักข้อศอกชันกว่าสามสิบองศา กลิ่นน้ำมันเครื่องรถยนต์ก็โชยกระทบนาสิกเป็นระยะพาให้ประสาทการรับรู้ที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดจากการตรากตรำเดินทางและอดนอนมาเกือบหนึ่งวันเต็มๆยิ่งเลือนลางลงไปอีก เข็มนาฬิกาบอกเวลาเกือบสี่นาฬิกาของวันใหม่ ความมืดมิดยังปกคลุมอยู่รอบด้าน เพื่อนร่วมชะตากรรมอีกสามชีวิตในรถคันเดียวกันหลับไหลตัวโยนไปตามจังหวะการเคลื่อนตัวของยานพาหนะเก่าคร่ำคร่า มีลืมตางัวเงียขึ้นมาเป็นครั้งคราวยามที่แรงกระเทือนส่งให้ตัวลอยขึ้นไปในอากาศ ก่อนที่แรงดึงดูดของโลกจะกระชากบั้นท้ายให้ตกกระแทกลงบนเบาะนั่งอีกคราพร้อมกับเสียงครางแผ่วเบา ราวกับจะเตือนให้รู้ว่าคนเรายิ่งปีนป่ายขึ้นสูงเพียงใด ยามตกลงมาก็ยิ่งเจ็บเพียงนั้น และชีวิตก็ไม่ได้มีเบาะไว้คอยรองรับยามพลาดพลั้งอยู่เสมอไป
 
 
 
 
พยายามข่มตาให้หลับลงอย่างไร้ผล ความคิดคำนึงไหลย้อนกลับไปถึงช่วงเริ่มต้นออกเดินทางตั้งแต่เช้ามืดวันวาน กับเพื่อนร่วมทางซึ่งบัดนี้ได้กลายเป็นเสมือนน้องสาวคนหนึ่งไปแล้ว ผ่านระบบเปลี่ยนเครื่องที่ย่ำแย่ของจาการ์ต้า เดินลากกระเป๋ากันสองคนในสนามบินที่ไร้ป้ายบอกเส้นทางในภาษาที่เราอ่านแล้วเข้าใจโดยสิ้นเชิง วิ่งหาที่แลกเงินรูเปียะห์ฉุกเฉิน บรรลุถึงเมืองสุราบายา ฝ่าการจราจรที่แน่นขนัดของยามเย็น ระบบรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดของโรงแรม จนสมทบกับคณะที่ล่วงหน้ามาก่อนเราอีกสิบกว่าชีวิต ได้รับรู้ว่าคืนนั้นเราจะออกเดินทางยามเที่ยงคืน เพื่อไปสบตากับรุ่งอรุณที่ยอดเขาพีนานจากาน โดยจะแวะเปลี่ยนยานพาหนะจากรถมินิบัสมาเป็นจิ๊ปโฟร์วีลรุ่นพระเจ้าเหาที่จุดเปลี่ยนรถกลางทางเวลาประมาณตีสาม จนกระทั่งมานั่งโขยกเขยกหัวสั่นหัวคลอนอยู่ขณะนี้ แล้วก็รู้สึกว่าทริปนี้น่าจะเป็นหนึ่งในการเดินทางที่หนักหน่วงที่สุดของผมในรอบสิบปีมานี้ แม้จะเคยบุกป่าผ่าดงขึ้นเขาลงห้วยมาในอดีต แต่นั่นก็เป็นในวัยที่มีพลังหลงเหลือมากมาย ชีวิตและการงานที่ค่อนข้างสุขสบายจนเคยตัวในระยะหลัง รวมทั้งวันคืนที่ล่วงผ่านได้กัดกร่อนพลังกายให้ค่อยๆลดถอยลงทีละน้อย อดคิดถึงคำพูดของพี่ชายที่เพียงรู้จักผ่านทางงานเขียนมิได้ว่า “คนเรา หากไม่ออกไปเผชิญคลื่นลมในทะเลกว้าง หรือสัมผัสความเฉียบชันของโตรกผา บางทีก็พานคิดว่าดาวเดือนบนเวิ้งฟ้าจะต้องโคจรรอบชีวิตตื้นของตัวเอง” มันก็จริงที่เราอาจเคยคุ้นกับการควบคุมสถานการณ์ต่างๆ จนลืมไปว่าการไหลเลื่อนเคลื่อนคล้อยไปตามจังหวะธรรมชาติจะนำพาให้เราได้สัมผัสโลกอย่างแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียว มากกว่าการกระทำตัวแปลกแยกจากมารดาแห่งชีวิตทั้งมวล
 
 
 
 
เกือบตีห้าแล้วเมื่อพาหนะคันเก่งที่นำพาเรามาได้หยุดลง ระยะทางช่วงสุดท้ายขึ้นอยู่กับสองเท้าของเราที่จะพาขึ้นไปสู่จุดชมวิวที่ยอดเขาพีนานจากาน ระยะทางเพียงไม่กี่ร้อยเมตรดูยาวไกลเป็นพิเศษยามเมื่อย่ำไปในความมืดมิดโดยปราศจากไฟส่องทาง รอบข้างเย็นยะเยือกด้วยละอองหมอกที่ถูกสายลมพัดพามาปะทะกับใบหน้า ผมปล่อยให้สองขาก้าวไปตามสัญชาตญานบนทางดินชื้นแฉะอย่างระมัดระวัง อาศัยสัมผัสเป็นเครื่องชี้นำ ชั่วครู่หนึ่งก็ถึงลานกว้างอันเป็นจุดชมวิวบนยอดเขา มีเงาร่างตะคุ่มๆของผู้มาถึงก่อนอยู่หลายร่าง ผมค่อยๆหย่อนกายลงนั่งบนกำแพงหินเตี้ยๆ ไอหมอกที่พัดคลุ้งทำให้มองมิเห็นแม้กระทั่งแสงดาวเดือน ท่ามกลางความมืดและการเฝ้ารอคอย เสียงเต้นของหัวใจดูจะดังเป็นพิเศษราวกับถูกปลุกเร้าด้วยพลังบางอย่างที่มิอาจมองเห็นได้ ช่วงสุดท้ายของรัตติกาลมักเป็นช่วงที่มืดมิดที่สุดของค่ำคืน เส้นทางชีวิตคนใยมิใช่เช่นนั้น จากความเรืองโรจน์เข้าสู่ช่วงที่ตกต่ำ แต่ในห้วงแห่งความมืดมิดนั้น หากเราไม่ยอมปล่อยให้ความท้อแท้สิ้นหวังเข้าครอบงำ เราจะสามารถรับรู้ถึงผัสสะแห่งชีวิตที่ยังคงไหลเวียนอยู่ในโลหิตทุกหยาดหยด และยามเมื่ออรุณรุ่งแห่งชีวิตมาเยือนอีกครา ต้นไม้แห่งชีวิตจะผลิบานงอกงามเข้มแข็งขึ้นกว่าเดิม
 
 
 
แสงสว่างค่อยๆขับไล่ความมืดมิดรอบข้างไปอย่างช้าๆ สายหมอกจากหุบเขาเบื้องล่างยังคงลอยฟุ้งไม่ขาดสาย กลบเอาความหวังที่จะได้เห็นตะวันของเช้าแรกในอินโดนีเซียไปจนหมดสิ้น ขณะเดินตามผู้คนกลับลงมาตามเส้นทางสายเดิม ผมมิได้มีร่องรอยของความผิดหวังตกค้างอยู่ในใจเลยแม้แต่น้อย ก็ในเมื่อเราได้ตัดสินใจเลือกเส้นทางที่จะเดินแล้ว ได้เตรียมตัวเตรียมใจมาเท่าที่จะทำได้แล้ว ได้อดทนก้าวเดินมาจนถึงจุดนี้แล้ว จะเป็นไรไปหากปลายทางที่ปรากฏมิได้เป็นตามที่เราหวัง เพียงเราเปิดใจออกรับทุกสิ่งที่โลกมอบให้ยามก้าวไปบนเส้นทาง ทุกขณะก็คือความสมบูรณ์พร้อมในตนเองอยู่แล้ว ก็ในทุกการสั่นสะเทือนของกายใจที่ในรถ ทุกรอยเท้าที่จาริกไปบนทางเดินชื้นแฉะ และทุกลมหายใจเข้าออกท่ามกลางความมืดมิดของรัตติกาลและการพัดกระหน่ำของละอองหมอก ผมคล้ายได้ค้นพบบางสิ่งบางอย่างที่หายไปในตัวเองกลับคืนมา และนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทิ้งรอยของเดินทางครั้งนี้ไว้ในความทรงจำ
 
 
 
 
ละอองหมอกรอบข้างจางหายไปนานแล้ว ยามเมื่อรถจี๊ปทั้งสามคันทยอยหยุดลงอีกครั้งท่ามกลางทุ่งกว้าง หนทางที่ผ่านมาเป็นดินดำละเอียดที่ทับถมมานานจากการระเบิดของภูเขาไฟแต่ละครั้ง แลดูคล้ายเขม่าที่จับกันจนหนาแน่นไปหมด กอหญ้าขึ้นกระจายเป็นหย่อมๆ ปราศจากไม้ใหญ่อย่างสิ้นเชิง ที่เบื้องหน้าภูเขาไฟสองลูกคล้ายหินใหญ่มหึมาสองก้อนที่ผุดพ้นขึ้นจากดิน ทั้งหมดประกอบกันเป็นภูมิประเทศอันแปลกตาราวกับมิใช่โลกใบเดิมที่เราคุ้นเคย หากแต่เป็นฉากในภาพยนตร์สตาร์วอร์ และเราคือเหล่าผู้ท่องทะเลดาวที่เผอิญผ่านมาหยุดลงที่พิภพแห่งนี้
 
 
 
 
เปิดประตูก้าวลงจากรถ เท้ายังไม่ทันสัมผัสพื้น เราก็ถูกรุมล้อมทันที มิใช่จากมนุษย์ต่างดาวแต่เป็นชาวบ้านแถบนั้นที่มาเสนอให้เช่าม้าและขายข้าวของต่างๆนาๆที่มีอยู่ในมือ ผมพบว่าพวกเขามีความอดทนอย่างสูงต่อคำปฏิเสธและการนิ่งเฉยของเรา และแต่ละคนดูเหมือนจะแยกย้ายกัน “จับจอง” พวกเราไว้คนละคน แล้วเริ่มออกเดินตามไปทุกหนทุกแห่ง ผมรับรู้ถึงความรำคาญใจและความหงุดหงิดที่ผุดพลุ่งขึ้นจากกลางใจของตนเอง ทำไมพวกเขาจึงไม่เข้าใจว่าเราไม่ต้องการสิ่งที่พวกเขานำเสนอเลยแม้แต่น้อย แต่แล้วความสำเหนียกบางอย่างทำให้กระแสแห่งความขุ่นเคืองใจสงบลงอย่างรวดเร็ว นี่คือวิถีชีวิตของพวกเขา คือสิ่งที่ทำให้พวกเขายังชีพอยู่ได้ พื้นดินที่เราเหยียบอยู่ก็คือบ้านของพวกเขา เราเองเป็นเพียงคนผ่านทางมา แล้วอาศัยอะไรมาหงุดหงิดรำคาญการดำเนินชีวิตของพวกเขา พวกเขาก็เพียงแต่เป็นในสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ แต่ผู้มาเยือนอย่างเรากลับจะไปคาดหวังให้พวกเขาปฏิบัติตามที่เราเห็นควร อีกไม่นานเมื่อเราจากไป พวกเขาก็จะยังคงดำรงชีวิตของพวกเขาดังเดิมต่อไป และการผ่านมาของเราก็มิได้ทิ้งร่องรอยที่งดงามอันใดไว้ให้พวกเขาได้หวนรำลึกถึง เมื่อวางความคาดหวังในใจตนเองลงได้ ผมก็เริ่มสัมผัสได้ถึงความงดงามของวิถีชีวิตรอบตัว แลเห็นการสอดประสานของคน ม้า ทุ่งโล่ง ภูเขา รถยนต์ และสิ่งต่างๆรอบข้าง รวมกันเป็นภาพแห่งการอยู่ร่วมของสรรพสิ่งอย่างกลมกลืน เห็นตามที่มันเป็นอยู่อย่างแท้จริง มิใช่เห็นเพียงแค่สิ่งที่ใจเราปรารถนาจะเห็นเพียงเท่านั้น
 
 
 
 
ในทุ่งโล่งกว้างไร้เส้นทางรถเช่นนี้ ม้าดูจะเป็นพาหนะที่ดีที่สุด เราจึงเห็นพวกมันวิ่งไปมาอยู่ทั่วไป บางตัวก็รับส่งของ บางตัวก็นำพาผู้คน และบางตัวก็รออยู่ด้วยความหวังว่าจะได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อจะได้มีอาหารเลี้ยงท้องเมื่อยามเย็นมาถึง คนกับม้าแลดูผูกพันกันอย่างยากที่จะแยกแยะ ม้าจะมีอาหารหรือไม่อยู่ที่เจ้าของจะหางานได้หรือไม่ และในทางกลับกันหากปราศจากอาชาคู่ใจแล้ว ไหนเลยเจ้าของจะมีรายได้พออยู่พอกิน ดวงหน้าเหม่อลอยสะท้อนให้เห็นถึงชะตากรรมของสองชีวิตที่ถูกผูกโยงเข้าไว้ด้วยกันด้วยมือที่มองไม่เห็น
 
 
 
จากลานจอดรถสู่ยอดเขาโบรโม เป็นระยะทางประมาณสองกิโลเมตรเศษ แต่ด้วยลักษณะของพื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นเขม่า เราจึงตัดสินใจขึ้นหลังม้าไป เป็นการขี่ม้าครั้งแรกในชีวิตของผม แม้จะกล้าๆกลัวๆอยู่บ้างแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่มิอาจปฏิเสธได้ ในช่วงแรกที่ม้าเริ่มออกเดิน ความเกร็งทำให้รู้สึกเมื่อยล้าทั้งบั้นเอว สะโพก และแขนที่เหนี่ยวรั้งไว้ด้วยความกลัวตก เมื่อผ่านไปสักครู่ใหญ่ ความกลัวที่เบาบางลงทำให้กายเริ่มผ่อนคลาย แล้วผมก็พบว่าหากปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวในท่วงทำนองเดียวกับการเหยาะย่างของอาชา เราจะสามารถรับรู้ได้ถึงความนุ่มนวลแต่มั่นคงที่ถ่ายทอดผ่านอานและบังเหียนมาสู่ตัวเราในทุกๆก้าว เช่นเดียวกันหากเราสลัดความกลัวบางอย่างในชีวิตออกไป แล้วเปิดรับทุกสัมผัสที่โลกผจงมอบให้ เลื่อนไหลไปตามลีลานาฏกรรมธรรมชาติ เมื่อนั้นเอง อาชา ผืนดิน หินผา และตัวเราล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน และทุกๆก้าวที่มุ่งไปคือการกลับคืนไปสู่ครรภ์แห่งธรรมชาติเพื่อที่ชีวิตใหม่จักได้ก่อกำเนิดยามเมื่อเราสูญสลายไป ฉะนี้แล้วความตายจึงมิใช่การสูญสิ้น หากแต่เป็นการเปลี่ยนผ่านจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่ง โดยมีการกระทำที่ผ่านมาของเราเป็นตัวกำหนดนั่นเอง
 
 
 
ช่วงสุดท้ายของการเดินทาง ก็คือขั้นบันไดอีกสองร้อยเมตรไปสู่ขอบปล่องภูเขาไฟที่มีควันลอยคละคลุ้งอยู่ ผมสูดลมหายใจลึกๆแล้วเริ่มปีนป่ายขึ้นไปช้าๆพลางหันกลับมาถ่ายรูปเบื้องล่างเป็นระยะ ที่ระดับความสูงกว่า 2300 เมตร แม้จะไม่ได้จัดว่าสูงมากนัก แต่บรรยากาศที่เจือปนไปด้วยแก๊ซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ก็ทำให้หายใจได้ไม่ค่อยเต็มที่เท่าไร และแล้วที่จุดพักกลางทาง น้ำหนักกล้องกับเลนส์อีกสองตัวที่แบกขึ้นไป สภาพร่างกายที่ขาดการพักผ่อน ร่วมกับไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น ก็ส่งสัญญานเตือนให้ทราบว่าขีดจำกัดของร่างกายมาถึงแล้ว ในขณะที่หายใจหอบถี่ลึก กระเพาะอาหารก็เริ่มตีกลับหากแต่มิมีสิ่งใดล่วงพ้นลำคอออกมาด้วยว่าว่างเปล่าปราศจากสิ่งใดๆ ผ่านไปอีกชั่วครู่สายตาก็เริ่มมืดลงพร้อมกับสติที่หลุดลอยไป
 
 
 
 
ผมฟุบอยู่กับขอบบันไดนานเท่าใดมิทราบได้ จนกระทั่งเริ่มได้ยินเสียงคนพูดคุยดังแว่วขึ้น พยายามลืมตาที่ยังมัวหม่นขึ้นช้าๆ จนแลเห็นเงารางๆของเพื่อนร่วมทางหลายคนรุมล้อมอยู่รอบๆ ใครบางคนส่งช็อคโกแลตมาให้ อีกคนส่งน้ำมาให้ หลังจากได้น้ำและน้ำตาลลงไป บวกกับได้นั่งพักสักครู่ใหญ่ สติและเรี่ยวแรงกำลังวังชาก็เริ่มฟื้นคืนมา ระหว่างรอให้รู้สึกดีขึ้นนั้น ผมอดซาบซึ้งในน้ำใจที่หลายคนหยิบยื่นให้ไม่ได้ น้ำใจในยามยากเป็นสิ่งที่สูงค่าสำหรับผู้รับ และเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยต้นทุนทางจิตใจที่สูงของผู้ให้ หากเราเป็นเสมือนกะละมังก้นรั่วที่ไม่มีวันเติมเต็ม คงเป็นการยากที่จะมอบสิ่งใดให้แก่ผู้อื่น แม้ว่าจะเป็นเพียงน้ำใจสักเล็กน้อยก็ตาม ในขณะเดียวกันสำหรับคนที่เคยคุ้นกับการกระทำสิ่งต่างๆด้วยตนเองและเป็นที่พึ่งพิงของผู้อื่น การจะเปลี่ยนตนเองจากผู้ให้กลายเป็นผู้ที่ต้องรับจากผู้อื่นบ้างก็ไม่ง่ายนัก หลายคนมองการเป็นผู้รับว่าทำให้คุณค่าและศักดิ์ศรีของตัวเราด้อยลง เราจึงต้องอาศัยความกล้าหาญทางจิตวิญญานพอควรในการยอมรับการให้จากผู้อื่นด้วยใจที่เปิดกว้างในฐานะเพื่อนร่วมโลกที่ทัดเทียมกัน และในโมงยามแห่งการให้และการรับนั้น สายใยแห่งมิตรภาพก็เริ่มถักทอตนเองขึ้น โอบล้อมและเชื่อมโยงแต่ละดวงใจเข้าไว้ด้วยกัน มิตรภาพในยามยากนั้น เฉกเช่นหยาดน้ำทิพย์ที่ค่อยๆไหลรินช้าๆหากแต่สม่ำเสมอ แม้แต่หินผายังถูกกัดกร่อนหลอมละลายได้ นับประสาอะไรกับหัวใจเลือดเนื้อที่อุ่นระอุของคนพเนจร
 
 
 
เริ่มออกปีนป่ายเส้นทางช่วงที่เหลืออยู่จนถึงปากปล่องภูเขาไฟเบื้องบน กระแสลมที่ยอดเขาพัดพาเอาควันแสบฉุนมาปะทะจมูก โบรโมเป็นภูเขาไฟลูกหนึ่งในอุทยานแห่งชาติ Bromo-Jengger-Semeru จัดเป็นภูเขาไฟที่หลับอยู่ ซึ่งยังคงมีความเคลื่อนไหวโดยพ่นควันออกมาตลอดเวลา เคยมีการประทุมาแล้วถึงสามครั้งในรอบสามสิบปีที่ผ่านมา โดยครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2004 ในการระเบิดจะประทุลาวาร้อนๆออกมาร่วมกับการพ่นเขม่าควันพวยพุ่งเป็นดอกเห็ดเหนือปล่องภูเขาไฟพร้อมกับโปรยเถ้าถ่านร้อนๆไปรอบด้าน เป็นเหตุให้บริเวณโดยรอบไม่สามารถมีไม้ใหญ่ขึ้นอยู่ได้ หากจะเปรียบฟูจิเป็นหญิงสาวผู้อ่อนหวานสง่างาม โบรโมก็คงเป็นชายหนุ่มเจ้าอารมณ์ที่พ่นควันแห่งความหงุดหงิดอยู่ตลอดเวลา และนานๆครั้งก็ระเบิดอารมณ์เป็นฟืนเป็นไฟของตนเองออกมาเผาผลาญทุกคนรอบข้างจนไม่มีใครสามารถอยู่ด้วยได้
 
 
 
ที่ยอดภูเขาไฟโบรโม มองเห็นปล่องลึกลงไปสุดสายตา มีควันกลิ่นแสบจมูกพวยพุ่งออกมาตลอด รอบปล่องมีราวกั้นไม่ให้ตกลงไป บางครั้งบางคราจะเห็นคู่หนุ่มสาวจูงมือพากันอธิษฐานพร้อมกับโยนช่อดอกไม้ป่าสีสวยสดลงไปในปล่องไฟเพื่อให้สมดังใจปรารถนา เพียงแต่เรื่องราวบางเรื่อง ไหนเลยจะอยู่ในการคาดคำนวนของคน ตำนานรักอันโศกสลดจึงมีให้บอกกล่าวเล่าขานกันตลอดมา เมื่อทอดสายตาตามแนวขอบปล่องของโบรโมออกไป แลเห็นภูเขาไฟบาต็อกทรงระฆังคว่ำตั้งตระหง่านอยู่เคียงข้าง ร่องลึกอันเกิดจากการไหลผ่านของลาวาบนพื้นผิว ดูราวกับริ้วรอยในใจตนที่กาลเวลาฝากทิ้งเอาไว้ บาดแผลบางประการเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะที่กลางใจคนหรือบนพื้นผิวภูเขาก็ตาม จะจารึกรอยแผลเป็นเอาไว้ มิอาจลบเลือนตลอดกาล
 
 
 
อาทิตย์ยามสายเริ่มส่องแสงแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับ ท้องฟ้าสีครามมีปุยเมฆขาวลอยละลิ่วล่อง ทาบทับกับเงาร่างใครบางคนที่เหม่อมองไปไกล บนเส้นทางจาริกไร้ซึ่งพันธนาการ ในบางคราหัวใจก็อดไม่ได้ที่จะออกร่อนเร่พเนจรไปในดินแดนอันไม่เคยคุ้น เสาะแสวงหาความหมายและคำตอบให้กับบางส่วนเสี้ยวของห้วงฝัน แต่ขึ้นชื่อว่าเส้นทางแล้ว มีหรือจะราบเรียบไร้ขวากหนาม และหลุมบ่อกับดักทั้งหลายก็อาจปรากฏตนในรูปแบบที่เราคาดคิดมิถึง แม้จะรู้กระนั้นแล้ว ผู้พเนจรจำนวนมากก็ยังคงอดโจนลงไปมิได้ เพียงเพื่อจะพบว่ารอยบากลึกในใจได้เพิ่มขึ้นอีกหลายสาย ยามเหม่อมองเงาคนบนฟากฟ้า จิตเริ่มหวนคำนึงถึงวิถีที่ร่วมรวมและแปลกแยกของสรรพสิ่ง แม้คนจะมีเส้นทางของคน และฟ้าก็มีวิถีแห่งฟ้า แต่หากเราก้าวย่างบนเส้นทางของคนด้วยจิตที่เปิดกว้างและผนึกแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับดินฟ้า ในห้วงยามนั้นเราอาจพบว่า วิถีแห่งฟ้าดินมนุษย์พลันบรรจบ และจิตพลัน “ตระหนักรู้” ขึ้นวูบหนึ่งถึงแก่นแท้แห่งชีวิต หลังจากนั้นมุมมองและการรับรู้ที่เรามีต่อโลก ผู้คน และตนเองจักเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
 
 
 
ก้าวลงจากขุนเขาสู่พื้นราบด้วยใจสงบนิ่ง รับรู้ถึงความเป็นไปรอบด้านได้ชัดเจนกว่าเดิม ฝุ่นละอองและรอยยับย่นบนเสื้อกางเกงมอซอ ประกายตาที่เปี่ยมด้วยความมุ่งหวังของผู้คน และริ้วรอยร่องลึกบนผาหินล้วนปรากฏเด่นชัดยิ่งขึ้นยามเราอยู่กับปัจจุบันขณะ ดื่มด่ำกับสภาพความเป็นไปที่แท้จริงโดยไม่ยึดติดกับภาพในอดีตและไม่ห่วงกังวลถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ปล่อยให้กายใจเลื่อนไหลไปตามจังหวะชีวิตโดยปราศจากการผลักดันหรือเหนี่ยวรั้งไว้ รับรู้ทุกผัสสะที่ตกกระทบแต่ละอายตนะโดยไร้การปรุงแต่งเพิ่มเติมจนฟุ้งซ่าน เพียงแค่ผ่านพบ .. แต่มิผูกพัน
 
 
 
ที่ลานจอดรถ ภาพความขัดแย้งที่กลมกลืนยังคงดำเนินอยู่คล้ายยามก่อนที่เราจะปีนป่ายขึ้นสู่ขุนเขา อาชาคู่กายและมอเตอร์ไซค์คันเก่ง พาหนะสมัยใหม่กับพาหนะสมัยเก่า ดูเต็มไปด้วยความแตกต่างทว่ายังคงดำรงอยู่ร่วมกันได้ เฉกเช่นเดียวกับทุกหนแห่งในโลกนี้ กระแสความเปลี่ยนแปลงกำลังรุกคืบเข้ามาในดินแดนห่างไกลแห่งนี้ สำหรับผู้ผ่านทางอย่างเราท่านก็คงทำได้แต่เพียงเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ และหวังว่าเสียงอาชาจะไม่จางหายไปจากท้องทุ่งผืนนี้เท่านั้น
 
 
 
เหม่อมองดูกลุ่มควันพวยพุ่งสู่ท้องนภาห่างไกล ผมอดคำนึงถึงเหตุการณ์หลากหลายที่เรียงหน้าถาโถมกันเข้ามาในห้วงเวลาสั้นๆเพียงหนึ่งวันหนึ่งคืนนี้ไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนฝันที่เลือนลางมิอาจจับต้อง แต่ก็ช่างมีเลือดเนื้อจริงแท้กระไรปานนั้น  ภาพแห่งอารมณ์ความรู้สึกมากมายที่มิอาจบันทึกไว้ที่ใดได้ นอกจากในซอกมุมที่งดงามแห่งความทรงจำ ยามเมื่อเวลาล่วงเลยไปในภายหน้า ผมอาจรำลึกถึงแต่ละโค้งบนเส้นทางที่เราอ้อมผ่านมิได้ แต่บรรยากาศอบอุ่นในรถจะยังคงอยู่ ผมอาจรำลึกถึงเส้นสายบนดวงหน้าใสภายใต้ฟ้าครามมิได้ แต่เงาตะวันที่สะท้อนประกายในตาคู่งามจะยังคงอยู่ ผมอาจรำลึกถึงจำนวนขั้นบันไดที่ทอดสู่ยอดเขาโบรโมมิได้ แต่รอยยิ้มเอื้ออาทรและมิตรภาพในยามยากจะมิมีวันเลือนไปจากใจ ...
 
 
 
                           เพราะแม้ยามมา .. เราจะมาคนเดียว
                           และยามจากไป .. เราจะไปคนเดียว
                           หากแต่ยามมีชีวิตอยู่ .. เรามิได้อยู่เพียงคนเดียว
 
 
 
 
  
... 
 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

มาชมภาพความงามตามธรรมชาติพร้อมความรู้สึกของผู้เดินทางเมื่อผ่านพบเพื่อเก็บเป็นความทรงจำ surprised smile

แต่ขาดไปภาพหนึ่งซึ่งหากได้นำมาลง คงเป็นภาพที่งดงามไม่น้อยไปกว่าภาพอื่นๆ "มือหนึ่งที่ยื่นส่งช็อกโกแลต กับ มือหนึ่งที่ยื่นส่งน้ำ และอีกมือหนึ่งที่ยื่นออกรับ" เป็นภาพความงดงามของการอยู่ร่วมกัน big smile

#1 By ~ N ~ on 2008-07-06 22:19

วันนี้นิคส์ชวนเพื่อนมาดูภาพในบลอกคุณล่ะ

มีแต่คนพูดว่าสวยมากๆ

"ซึโกย" จริงๆ(ภาษาที่พวกเราพูดติดปากแทนคำว่าเจ๋ง)

สวยมากจริงๆค่ะ

Hot! Hot!

#2 By NICs Gallery on 2008-07-06 23:15

ภาษาคุณงดงามจังนะคะ ทำให้กี้นึกใครคนนึง big smileอ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้ท่องเที่ยวไปด้วยเลยคะ กี้ฝันค่ะอยากไปเที่ยวแบบนี้บ้าง อิจฉาคุณจังค่ะ ภาพก็งามภาษาก็งาม ขึ้นต้นชวนติดตาม จบลงด้วยความงาม
big smile

#3 By ใจสัมผัส on 2008-07-06 23:19

แวะมาให้ Hot! ให้เป็นthe star นะคะbig smile

#4 By ใจสัมผัส on 2008-07-06 23:33

อ๊ากก อยากขี่ม้า + สวยมากๆ sad smile
ถ่ายภาพได้สวยมากค่ะแต่วันนี้ง่วงนอนแล้วไว้แวะมาอ่านทีหลัง big smile

#6 By kaew on 2008-07-07 08:47

Hot! ทุกครั้งที่สัมผัสถ้อยอักษร
รู้สึกราวกับว่าล่องลอยอยู่ในสถานที่แห่งนั้นจริงๆ
ความงดงามไม่ได้อยู่เฉพาะที่รูปภาพแต่มันยังเจืออยู่ในทุกตัวอักษรHot! big smile

#7 By ป้าหมู on 2008-07-07 09:39

สวยจังเลย
อิดฉาตาร้อนเลยเรา

#8 By ultarman on 2008-07-07 09:40

สุขถาพใจดีค่ะ ตอนนี้ใจนิ่งๆ ค่ะ เหมือนนั้งจิบชา
รับชาร้อนสักแก้วไหมค่ะbig smile big smile

#9 By ใจสัมผัส on 2008-07-07 11:20

เมฆลอยต่ำ ราวกับจะเอื้อมมือไปคว้าได้

#10 By (^_^)/nana on 2008-07-07 14:49

น่าสนุกแล้วก็ถ่ายรูปได้สวยมากเลยครับconfused smile

#11 By MyDeawAdd on 2008-07-07 21:11

รูปสวยมากๆ ร้อยแก้มไพเราะมากคะ รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในรูปด้วยอย่างมาก จนไม่ค่อยกล้าดูต่อๆไป

#12 By araya (58.8.9.239) on 2008-07-07 22:18


เพราะแม้ยามมา .. เราจะมาคนเดียว
และยามจากไป .. เราจะไปคนเดียว
หากแต่ยามมีชีวิตอยู่ .. เรามิได้อยู่เพียงคนเดียว

ชอบจังค่ะ...
มาอ่านเรื่องราวที่นี่แล้ว...อิ่มเอมใจจัง..

ชอบทั้งภาพทั้งข้อความเลย...big smile
ภาพสวยใส ปุยเมฆขาว ๆ ลอยละล่องไป
ทุกก้าวย่างที่ได้ไปสัมผัสมา คงเป็นความประทับใจที่ไม่รู้เลือนนะคะ..
ดีจัง big smile

ปล. หอศิลป์ริมน่าน ยังไม่วางแผงค่ะ...อิอิ
รอเวลาอีกสักหน่อยนะคะ...double wink
ขึ้นต้นมาด้วยบทกวีอันไพเราะของ คาลิล ยิบราน กวีชาวเลบานอน เลยนะคะ

ไพเราะดีค่ะ ครั้งหนึ่งเคยได้อ่านผลงานของเค้า(ปีกหัก)เมื่อนานมาแล้ว

แต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทยแปลโดย ศ.ดร.ระวี ภาวิไล

ท่านแปลไว้ได้งดงามมากๆ เลยค่ะ

นึกขึ้นมาได้ มีอะไรจะรบกวนหน่อยได้มั๊ยคะ

ไม่ทราบคุณแรงใจไฟฝันเคยได้ยินบทกวีบทนึงของ

วิลเลียม เช็คสเปียร์ มั๊ยคะ ที่เค้าว่า

"ความรักแท้และความซื่อสัตย์นั้น

ถึงแม้จะถูกผลักไสไล่ส่งเพียงใดก็ไม่จืดจาง

เช่นเดียวกับความเท็จและความไม่จริงใจ

ถึงแม้จะได้รับการทะนุถนอมสักเพียงใด

ก็ไม่กลับเป็นดีขึ้นได้"


หากคุณมีหรือเคยได้อ่านได้เห็นเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ

หนูรบกวนขอหน่อยได้มั๊ยคะ surprised smile

ขอบคุณไว้ล่วงหน้าเลยค่ะ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไรค่ะ

หนูเพียงรู้สึกกินใจกับกวีบทนี้มากๆ เลยอยากอ่านจาก

ต้นฉบับว่าเค้าเขียนไว้ว่าอย่างไรน่ะค่ะ big smile



นอกเรื่องซะเยอะโทษทีนะคะ การเดินทางเนี่ยให้อะไรกับ

ชีวิตหลายอย่างเลยนะคะ

ที่แน่ๆ ก็คือให้ประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้ในตำราเล่มไหน

ต่อให้เคยได้อ่าน ได้เห็นจากหนังสือ หรือโทรทัศน์มากมายซักเท่าไร

ก็ไม่เหมือนได้ไปเห็นด้วยตาเนื้อของตนเอง

เมื่อสองสามปีก่อนเคยไปบาหลี นึกออกเลยค่ะที่คุณบอกว่า

มีคนท้องถิ่นมาล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นอย่างไร

แต่ตอนที่หนูไปกับเพื่อนสาวสองคนนี่โดนหนักค่ะ

พอปฏิเสธที่จะซื้อถึงกับตามมาด่าจนขึ้นรถกลับเลยนะคะ

ไกด์ท้องถิ่นที่เราจ้างให้เค้าพาเที่ยวก็ไม่ช่วยเรานะคะ



เลยทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร คงเห็นว่าเรามากันแค่

ผู้หญิงสองคน ถ้าไม่นับเรื่องนี้แล้ว ทริปนั้นก็ถือว่า

มีเรื่องน่าประทับใจเยอะอยู่เหมือนกันค่ะ big smile

#14 By ~NuDeE~ on 2008-07-08 11:04

ชอบภาพค่ะโชคกีจังที่มีโอกาสเดินทาง
หนูอยู่แต่บ้านนะคะได้เปิดเน็ตดูสถานที่ต่างๆแต่ไม่เคยมีโอกาสได้ไป

#15 By nos (124.120.12.212) on 2008-07-08 11:54

ชอบภาพค่ะบอกเล่าเรื่องราวดีจัง

"พาหนะสมัยใหม่กับพาหนะสมัยเก่า ดูเต็มไปด้วยความแตกต่างทว่ายังคงดำรงอยู่ร่วมกันได้ เฉกเช่นเดียวกับทุกหนแห่งในโลกนี้"

big smile

#16 By *~kirmkan~* on 2008-07-08 12:44

งดงามทั้งภาพและความทรงจำเลยเนอะๆcry

อย่างต้า -- แต่หวังจะให้ฝันว่าได้ไป --ยังย๊ากยากsad smile

#17 By Am not the supersTaR~* on 2008-07-09 14:34

แวะมาสวัสดีตอนเย็นค่ะ

#18 By ใจสัมผัส on 2008-07-09 19:57

แวะมาสวัสดีตอนเย็นค่ะ กี้พาเพื่อนมาแนะนำให้รู้จักคุณค่ะ พี่เขาชอบท่องเที่ยวค่ะ blogคุณคงทำให้เขาได้ท่องเทียวไปด้วยนะคะbig smile

#19 By ใจสัมผัส on 2008-07-09 20:16

ดีจังค่ะส่วนมากกี้ไปที่ราชวิถีคะ บ้านเด็กพิการทางสายตา ดีจังค่ะได้แย่งปันสิ่งดีๆให้คนอื่นด้วย

#20 By ใจสัมผัส on 2008-07-09 22:36

แบ่งปันค่ะ แก้คำผิดbig smile

#21 By ใจสัมผัส on 2008-07-09 22:37

คุณก็นอนดึกค่ะ พรุ่งนี้กี้หยุดค่ะ เลยเรื่อยๆๆ

#22 By ใจสัมผัส on 2008-07-09 23:06

มาสวัสดีวันสุขค่ะ

#23 By ใจสัมผัส on 2008-07-10 22:42

น่าไปจัง surprised smile

#24 By st.GiZMo on 2008-07-11 10:34