Oia ... สาวงามยามอาทิตย์อัสดง
posted on 29 Jun 2008 01:09 by mindpower in Journey

To see a World in a Grain of Sand
And a Heaven in a Wild Flower,
Hold Infinity in the palm of your hand
And Eternity in an hour...
William Blake
รถประจำทางกลางเก่ากลางใหม่ห้อปุเลงปุเลงไปตามเส้นทางคดเคี้ยวบนสันเขา เบื้องล่างทั้งสองฟากฝั่งซ้ายขวาคือผืนน้ำสีไพลินทอดยาวไกลสุดสายตา ระลอกคลื่นทะยอยพัดพริ้วละลิ่วกระทบฝั่งแตกกระจายเป็นฟองขาวละเอียด ลมอ่อนๆยามบ่ายโชยพัดมาเป็นระยะๆ ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มให้บรรดานักท่องเที่ยวทั้งหัวทองและหัวดำที่เบียดเสียดกันบนรถประจำทางสาย Fira-Oia ระยะทางประมาณสิบกิโลเมตรดูเหมือนจะไม่มีวันสิ้นสุดตามจังหวะโยกคลอนของพาหนะ ผมเหม่อมองผ่านเงาร่างผู้คนออกไป ที่ไกลตาปรากฏหลังคาโบสถ์ทรงกลมสีน้ำเงินคลุมอาคารหลังน้อยสีขาวริมทะเลราวกับจะย้ำเตือนว่าที่นี่ ... ประเทศกรีซ
Oia อ่านออกเสียงตามสำเนียงกรีกว่า “เอีย” แต่เดิมเป็นหมู่บ้านชาวเรือเล็กๆทางท้ายเกาะ Santorini โดยเฉพาะเหล่ากัปตันเรือผู้มั่งคั่งทั้งหลาย แต่แล้วในปี ค.ศ. 1956 ก็เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงทำให้มีการพังทลายของบ้านเรือนเกือบทั้งหมด ต่อมาก็ได้มีการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่จนแทบจะไม่เห็นร่องรอยของความพินาศในอดีต ยกเว้นแต่บันทึกทางประวัติศาสตร์เท่านั้น Oia ในวันนี้เป็นเสมือนเด็กสาววัยแรกรุ่นที่แม้จะไม่มีเสน่ห์รุนแรงของสาวเต็มวัยอย่าง Fira แต่ก็สวยสดใสน่ารักมีชีวิตชีวาในแบบฉบับของตนเอง
หลุดจากรถประจำทางได้ เราก็ออกย่ำไปบนทางเดินแคบๆที่ซอกซอนไปตามมุมต่างๆของเมืองน้อยแห่งนี้ ถนนต่างๆล้วนเป็นทางคนเดินขึ้นๆลงๆไปตามความสูงต่ำของขอบผา บางครั้งก็คดเคี้ยวไปตามแนวอาคารต่างๆซึ่งหนาแน่นอยู่ตามบริเวณขอบ Caldera แต่ละโค้งแต่ละมุมที่เราอ้อมผ่านมา ล้วนมีสิ่งแปลกใหม่รอคอยให้เราชื่นชมความงดงามอยู่เสมอไม่ว่าจะเป็นลวดลายบนพื้น สีสันของอาคาร หรือรอยยิ้มของผู้คนท้องถิ่นก็ตาม
สถาปัตยกรรมที่ Oia ยังคงลักษณะเฉพาะตัวของ Santorini ไว้ ไม่ว่าจะเป็นกำแพงปูนสีขาวฉาบด้าน แซมสลับด้วยสีสันสดใสที่สอดแทรกไปตามส่วนต่างๆของอาคารไม่ว่าจะเป็นขอบประตู หน้าต่าง หลังคา หรือบันได ทั้งหมดสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างไม่มีสิ่งใดที่แปลกแยกออกไป เป็นการร่วมมือร่วมใจกันของคนในพื้นที่ที่จะรักษาเอกลักษณ์และความงดงามของท้องถิ่นเพื่อเป็นน้ำใจตอบแทนแด่ผู้มาเยือนจากแดนไกล และเป็นการรักษาชื่อเสียงทางการท่องเที่ยวอันเป็นธุรกิจหลักของเกาะในปัจจุบันไว้ให้คงอยู่ต่อไป

โรงแรมและร้านรวงต่างๆของที่ Oia ก็เช่นเดียวกับที่ Fira ที่ล้วนตั้งอยู่ริมขอบ Caldera มองออกไปเห็นผืนน้ำจรดฟ้า เกาะที่โผล่พ้นน้ำทะเลขึ้นมาเป็นส่วนๆพาให้จินตนาการถึงส่วนที่จมหายใต้น้ำว่า ในยามที่ภูเขาไฟสำแดงเดชและเกาะส่วนนั้นค่อยๆจมลงไปใต้น้ำนั้น จะพัดพาเอาชีวิตและความหวังของผู้คนจำนวนเท่าใดจมลงไปพร้อมกันด้วย แต่ละคนที่จากไปล้วนมิอาจทราบล่วงหน้าได้ว่าชีวิตตนจะจบสิ้นลงในวันนั้น คงจะคล้ายคลึงกับวันที่คลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำชายฝั่งอันดามันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ผมรู้สึกสะท้อนใจว่าชีวิตเราแต่ละคน ต่างก็เป็นเฉกเช่นกัน จะยาวนานหรือแสนสั้นก็มิอาจหยั่งรู้ได้ บางทีแล้วสิ่งที่ขวนขวายแสวงหาอยู่ทุกวี่วัน เมื่อถึงเวลานั้นก็คงปราศจากความหมายโดยสิ่นเชิง ในยามใกล้จมน้ำตายเงินเป็นสิบล้านร้อยล้านยังไม่มีค่าเท่ากับมะพร้าวเพียงสองลูก ทรัพย์สินเงินทองมากมายที่สะสมไว้มิได้มาพร้อมกับความสุขสงบทางใจเสมอไป สุดท้ายแล้ว สิ่งที่ชีวิตต้องการในบางห้วงขณะอาจเป็นเพียงแค่หนังสือดีๆสักเล่มกับโลกส่วนตัวเล็กๆสักใบเท่านั้น

แดดยามบ่ายเริ่มอ่อนแรงลงแล้วยามเมื่อป้อมปราการเก่าปรากฏให้เห็นอยู่ไม่ไกลนัก จุดชมวิวอาทิตย์อัสดงที่ขึ้นชื่อที่สุดของเกาะยามนี้เริ่มคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันมารอชมนาฎลีลาสุดท้ายของวัน หากมาถึง Santorini แล้วไม่ได้มาชมตะวันลับฟ้าที่ตรงนี้ ก็เสมือนกับไปถึงภูเก็ตแล้วไม่ได้เห็นแหลมพรหมเทพในยามเย็นนั่นเชียว

จุดชมวิวของเราอยู่ทางด้านเหนือสุดของขอบเสี้ยว Caldera ยื่นออกไปในทะเลทางทิศตะวันตกพอดี ทำให้สามารถมองเห็นดวงตะวันที่ค่อยๆขยายใหญ่เป็นดวงกลมโตสีส้มก่อนทิ้งตัวลงจมหายไปในผืนน้ำ ในยามที่ทุกคนต่างเพ่งมองออกไปทางทิศตะวันตกเพื่อรอเวลาที่ตะวันลาลับฟ้า ผมหันกลับไปมองทางด้านทิศตรงข้ามอันเป็นอาคารบ้านเรือนเรียงรายกันไปราวกับบ้านตุ๊กตา ทันเวลาพอดีกับที่แสงสีทองทาบทับลงบนอาคารขับเน้นความหวานของสีสันให้โดดเด่นตัดกับฟ้าสีครามสดใส หลายครั้งที่ความสุขในยามแสงสุดท้ายของผมมิได้หยุดอยู่เพียงแค่การเฝ้ามองดวงตะวันค่อยๆลาลับ หากยังรวมไปถึงการเก็บรายละเอียดสีสันของสรรพสิ่งรอบตัวที่ค่อยๆแปรเปลี่ยนไปอย่างแช่มช้าเอาไว้อีกด้วย อาทิตย์ในยามอัสดงก็คงเหมือนชีวิตในยามไม้ใกล้ฝั่ง แม้จะอ่อนล้าใกล้สิ้นแรง แต่ก็ยังคงไว้ซึ่งความสง่างาม แสงสุดท้ายที่อบอุ่นอ่อนหวานยามส่องกระทบสรรพสิ่ง ก็คล้ายกับชายชราที่ผ่านโลกมามากมายและมุ่งหวังจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดคืนแก่โลกในห้วงสุดท้ายของชีวิต

แม้จะแวดล้อมไปด้วยผู้คนมากมาย แต่ในโมงยามแห่งการอำลาของทิวาวารเช่นนี้ แต่ละคนดูราวกับถูกสะกดให้จมอยู่กับความงดงามอันแฝงเร้นไปด้วยความเศร้าสร้อยแห่งการลาจาก ความรู้สึกบางอย่างที่เคยตกตะกอนนิ่งอยู่ในก้นบึ้งหัวใจก็คล้ายถูกสะกิดให้ลอยฟุ้งขึ้นมาอีกครั้ง เป็นความโหยหาบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนเคยเป็นหนึ่งเดียวกันมาก่อนในอดีตอันไกลโพ้น ถูกพลังที่มองไม่เห็นกระทำให้พรากจากกัน แต่ก็ยังร่ำร้องที่จะกลับไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนที่เคยเป็นมา ผมอดคิดไม่ได้ว่าแท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เรารับรู้รอบตัวก็คือหนึ่งเดียวกัน อณูของอากาศผ่านเข้ามาในกายเรา แล้วก็ผ่านออกไปสู่กายผู้คนและชีวิตอื่นๆ กลับไปสู่สายลมล่องลอยไปตามดินแดนแสนไกล สายน้ำและหินผาต่างก็อาจมีบางส่วนของสิ่งที่เคยเป็นตัวเราปะปนอยู่ด้วย และแม้กระทั่งตัวตนของเราเองในแต่ละขณะก็ไม่เคยเป็นคนเดิม แต่ละเสี้ยววินาทีมีเซลล์ทีเสื่อมสลายไปและก่อกำเนิดขึ้นใหม่ตลอดเวลา กระดูกทั่วร่างกายผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่เสมอ ลมหายใจเข้าออกแต่ละขณะก็ไม่เคยซ้ำเดิม ลำไส้รับอาหารของวันวาน และขับถ่ายสิ่งปฏิกูลออกไปวันนี้ ความคิดความรู้สึกที่ผันแปรไปเรื่อยๆ ทุกๆวินาทีที่ผ่านไปไม่มีวินาทีใดที่กายและจิตเราคงสภาพเดิม แล้วจริงๆสิ่งที่เราหลงเรียกว่า “ตัวเรา” คืออะไรกันแน่ คือตัวตนหรือว่างเปล่า คือจริงแท้หรือมายากัน ...

ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านของทิวาสู่ราตรี ขอบฟ้ายังขลิบทองเรื่อเรืองอยู่แม้ตะวันจะลับหายไปนานแล้ว เรือประมงลำน้อยลอยลำกันเป็นกลุ่มบนผืนน้ำระยิบระยับ ต่างเฝ้ารอคอยการมาเยือนของวันพรุ่งอีกครั้ง ผมเริ่มออกเดินจากจุดชมวิว เช่นเดียวกันกับผู้คนอื่นๆที่ต่างก็ทยอยแยกย้ายกันไปตามเส้นทางของแต่ละคน ชีวิตจะว่าไปก็เป็นความโดดเดี่ยวแปลกแยกชนิดหนึ่ง กับผู้คนแปลกหน้าที่บังเอิญเดินสวนกันบนถนนโลก แม้พานพบแต่มิรู้จัก เจอะเจอแล้วแยกจาก ราวกับมดปลวกมากมายที่เดินขวักไขว่แต่ไร้นาม แต่ท่ามกลางความแปลกแยกนี้ ยังรู้สึกเสมือนมีสายใยบางเบาที่มองไม่เห็นเชื่อมโยงทุกชีวิตเข้าด้วยกัน ร้อยเรียงเป็นพวงไข่มุกศักดิ์สิทธิ์แห่งสรรพชีวิตเปล่งประกายอยู่ท่ามกลางห้วงจักรวาลกว้างไพศาล

เทพีแห่งรัตติกาลค่อยๆประจงคลี่ผ้าแพรสีนิลปกคลุมเมืองน้อยแห่งนี้ แสงไฟเหลืองอบอุ่นทยอยสว่างขึ้นทีละดวง ทีละดวง จนกระทั่งเมืองทั้งเมืองแลดูสว่างไสว แสงจันทร์สะท้อนผิวน้ำเป็นประกายนุ่มนวลเย็นตา ราวจะช่วยปลอบโยนผ่อนคลายจิตใจอันร้อนรุ่มของผู้แรมทางให้เยือกเย็นลง อีกไม่นานทุกชีวิตก็คงเคลื่อนคล้อยสู่นิทรารมย์ เริ่มต้นฟื้นฟูแรงกายแรงใจรอรับการมาเยือนของอรุณรุ่งอีกครา ในห้วงอนิจจังแห่งชีวิต ใครเลยจะรู้ว่าวันพรุ่งของ Oia ยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือไม่ แต่จะเป็นไรเล่า ตราบเท่าที่มนุษยชาติยังไม่สูญสิ้นความหวัง อนาคตย่อมต้องดีกว่าปัจจุบันอย่างแน่นอน ขอเพียงเรากล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเท่านั้น

...
แอบลุ้นตาม
#1 By =Souchan แค้นเลือดสาดด= on 2008-06-29 01:29