ย้อนหลังไปประมาณ 1-2 ปี ระหว่างเดินเล่นในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง ผมเกิดสะดุดตากับหนังสือภาพเล่มหนึ่งชื่อ Santorini เมื่อได้พลิกดูข้างในก็สะดุดใจกับโบสถ์สีขาวหลังคาสีน้ำเงิน และกลุ่มบ้านเรือนสีขาวกับทะเลสีคราม ครั้งนั้นยังไม่เคยรู้จักว่า Santorini คือที่ใด แต่ชื่อของเกาะเล็กๆแห่งนี้ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยในซอกมุมแห่งความฝัน เมื่อมีเหตุให้ต้องเดินทางมายังประเทศกรีซ เกาะแห่งนี้จึงเป็นจุดหมายที่ไม่แวะไม่ได้ แม้จะมีข้อจำกัดทางด้านเวลาอยู่บ้าง แต่หากเรามีความฝันที่ใหญ่พอ ปัญหาต่างๆก็กลายเป็นเรื่องหมูๆไปได้เช่นกัน
ด้วยเงื่อนไขเวลาที่จำกัด ผมจึงเลือกที่จะบินตรงจากเอเธนส์มาลงยัง Santorini ในยามเช้าตรู่ ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์ทันเวลาที่จะทักทายกับดวงตะวันที่เพิ่งโผล่พ้นโค้งน้ำทะเลขึ้นมาเริ่มต้นวันใหม่ด้วยกัน คู่หูการเดินทางครั้งนี้มิใช่หญิงสาวหากแต่เป็นมิตรเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่บังเอิญโคจรมาพบกันบนเส้นทางแห่งวิชาชีพ เมื่อรู้ว่าต้องเดินทางมาด้วยกันที่กรีซในครั้งนี้ ก็มิรีรอที่จะชวนกันหลบมุมมาตามหาความฝันด้วยกันที่เกาะแห่งนี้ ด้วยความที่ใจง่ายและรักการท่องเที่ยวทำให้การวางแผนเป็นไปอย่างไม่ลำบากยากเย็น จนในที่สุดเราก็ได้มาเหยียบดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่แต่ในห้วงคำนึงเท่านั้น
ล่ำลากับโชเฟอร์แท๊กซี่หนุ่มกรีกหน้าเข้มแล้ว เราก็ลากกระเป๋าลงมายืนเก้ๆกังๆอยู่บนบาทวิถีของ Firostefani ดูข้อมูลที่พักที่จองมาก็ช่างให้รายละเอียดได้ดีเหลือเกิน ที่อยู่เขียนไว้ชัดเจนว่า “Cliff Side Suites, Firostefani, Santorini Island, Greece” หาเท่าไรก็ไม่พบเจอว่าเลขที่และถนนอยู่ตรงไหน ที่ยิ่งกว่านั้นก็คือถนนก็ไม่มีป้ายชื่อและไม่มีเลขที่บ้านอยู่จริงๆ ช่างทึ่งไปรษณีย์เมืองนี้ยิ่งนักที่สามารถส่งจดหมายถึงปลายทางได้ถูกต้อง ผมนั่งนึกถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมีคนส่งจดหมายถึงผมแล้วจ่าหน้าว่า “นายแรงใจ ไฟฝัน, กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย” จดหมายนั้นคงลงไปนอนเล่นรอเจ้าของอยู่ในถังขยะที่ไปรษณีย์เป็นแน่แท้
หลังจากลากกระเป๋าไปมาและสอบถามจากผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งกว่าครึ่งไม่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้แล้ว เราก็พาตัวเองมาถึงที่พักจนได้ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ของเกาะนี้ ที่พักของเราซึ่งตั้งอยู่บนผาริมทะเลอันเกิดจากการยุบตัวของปล่องภูเขาไฟเก่าที่เรียกว่า Caldera จึงถูกขุดเจาะเข้าไปในผนังเขา เหมือนเป็นถ้ำส่วนตัวในแต่ละห้อง บรรยากาศห้องพักดูโรแมนติคชวนให้นึกถึงหนังไทยตอนที่พระเอกนางเอกติดฝนอยู่ในถ้ำด้วยกัน ผมอดคิดไม่ได้ว่าหากผู้ร่วมทางเป็นหญิงสาวคู่ใจก็คงจะดีไม่น้อย
เก็บข้าวของเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้วเราก็ออกมายืนชมวิวที่หน้าระเบียงห้อง ซึ่งทุกห้องจะจัดเป็นลานกว้าง มีโต๊ะเก้าอี้ให้นั่งอาบแดดตามอัธยาศัย เนื่องด้วยผู้ที่มาพักที่เกาะนี้มักนิยมอยู่นอกห้องเพื่อรับแสงแดดมากกว่านอนเล่นในห้อง ระเบียงหน้าห้องจึงกินพื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของบริเวณที่พัก ผมมองไปตามแนวขอบ Caldera เห็นอาคารเรียงรายลดหลั่นไปตามขอบผา เมื่อประกอบกับฉากหลังเป็นท้องฟ้าใสๆของยามเช้าแล้ว ทำให้อยากแปลงกายเป็นโจนาธานนางนวลออกไปเหินลมชมเกาะจากมุมสูงดูบ้าง
Santorini มีชื่อเป็นทางการว่า Thira อ่านออกเสียงตามสำเนียงกรีกว่า “ฟีร่า” ซึ่งก็เป็นชื่อตัวเมืองหลักของเกาะเช่นกัน เกาะนี้จัดเป็นหนึ่งในหมู่เกาะ Cyclades ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยจำนวนสิบกว่าเกาะด้วยกัน ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่ตรงมายังหมู่เกาะต่างๆเลยโดยไม่ได้หยุดพักที่กรุงเอเธนส์ และ Santorini ถือเป็นเกาะที่เป็นที่นิยมกันที่สุดในบรรดาเกาะทั้งหลายของประเทศนี้ มีหลักฐานการอยู่อาศัยที่เกาะนี้มาตั้งแต่กว่า 2000 ปีก่อนคริสตกาล มีชื่อดั้งเดิมว่า Strongili ซึ่งแปลว่า “ผู้มีทรงกลม” เนื่องจากมีรูปทรงของเกาะที่กลม แต่แล้วในราว 1650 ปีก่อนคริสตกาลเกิดการระเบิดอย่างรุนแรงของภูเขาไฟ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นการระเบิดของภูเขาไฟที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ แรงระเบิดทำให้ศูนย์กลางของเกาะจมหายไปในทะเล ทิ้งไว้เพียงขอบปล่องภูเขาไฟหรือ Caldera ที่เป็นหน้าผาสูงชันให้เราเห็นกันในทุกวันนี้ นักโบราณคดีหลายคนเชื่อว่าการระเบิดของภูเขาไฟในครั้งนั้นทำให้เกิดคลื่นยักษ์ที่พัดพาไปถึงเกาะ Crete และอาจเป็นชนวนแห่งการล่มสลายของอารยธรรมชาว Minoan ที่จู่ๆก็ล่มสลายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ บ้างก็ไปไกลถึงขนาดที่ว่าเกาะ Santorini นี้เป็นส่วนหนึ่งของทวีป Atlantis และการระเบิดครั้งนั้นก็กวาดล้างทวีปลึกลับนี้ให้จมลงไปในทะเลตลอดกาล จะอย่างไรก็ตาม Santorini ใต้แสงเจิดจ้าของดวงอาทิตย์ในยามนี้ ดูจะห่างไกลอย่างยิ่งกับฝันร้ายที่เคยปรากฏขึ้นในอดีต และความคึกคักของธุรกิจท่องเที่ยวอันเป็นประดุจเส้นเลือดหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตต่างๆบนเกาะนี้ ก็บ่งบอกให้เรารู้ว่าไม่มีเหตุการณ์ใดที่ร้ายแรงจนกาลเวลามิอาจเยียวยาได้ ขอเพียงเราไม่ยอมหมดสิ้นซึ่งความหวัง เมื่อเมฆหมอกผ่านพ้น ตะวันย่อมจะฉายแสงเจิดจ้ากว่าเดิม
หลังจัดการกับอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เราก็ได้ฤกษ์ออกสำรวจพื้นที่กัน ลักษณะอาคารที่นี่จะเรียงรายตามขอบปล่องภูเขาไฟที่ยังหลงเหลืออยู่ ทางเดินจึงมีขึ้นๆลงๆไปเรื่อยๆ บันไดดูจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการเดินชมเมืองนี้ เดินๆไปก็อดคิดไม่ได้ว่าเส้นทางชีวิตตัวเองที่ผ่านมาใยมิใช่เป็นเช่นนี้ มีขึ้นมีลงสลับกันไป คดเคี้ยววกวนสลับกับหลุมบ่อไว้ให้สะดุดเล่น บางครั้งบางคราก็มีสิ่งที่คาดคิดไม่ถึงรออยู่หลังหัวมุมถนนที่เพิ่งเลี้ยวอ้อมมา เส้นทางบางช่วงก็ราบเรียบจืดชืด แต่บางช่วงก็เต็มไปด้วยสีสันเช่นเดียวกับเส้นทางที่กำลังเดินอยู่ในขณะนี้
ด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยว ร้านรวงต่างๆของฟี่ร่าจึงแต่งองค์ทรงเครื่อง ประดับประดาตนเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้ก้าวเข้ามาชมบรรยากาศภายในให้มากที่สุด แม้จะไม่ได้เป็นคนที่รักการช้อปปิ้งมากนัก แต่เมื่อเดินผ่านไปก็ยังอดแวะชมบ้างไม่ได้ สิ่งที่ชื่นชอบเป็นการส่วนตัวเวลาไปที่ใดก็ตาม ก็คืองานศิลป์ที่มีเอกลักษณ์จำเพาะตัวจากศิลปินท้องถิ่น หาชมจากที่อื่นได้ยาก และเมื่อพบเห็นก็อดไม่ได้ที่จะแวะเวียนไปชมแล้วชมอีก ในที่สุดก็อดซื้อติดมือกลับมาไม่ได้ มิใยที่มิตรรักจะหาว่าสติไม่เต็มที่แบกหินกลับบ้านตั้งก้อนใหญ่ๆก้อนนึงก็ตาม
แม้จะหลากหลายไปด้วยสีสันต่างๆ แต่อาคารส่วนใหญ่ก็ยังมีสีขาวเป็นสีหลัก ประดุจฉากหลังที่ขับเน้นสีสันต่างๆให้โดดเด่นขึ้นมา โดยมีท้องฟ้าสีครามที่เป็นกรอบใหญ่โอบล้อมทุกสิ่งทุกอย่างไว้ด้วยกัน เปรียบไปก็คล้ายกับคนบางคนที่ดูเงียบๆ ไร้ซึ่งชื่อเสียงตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต หามีความสะดุดตาแต่ประการใดไม่ แต่หากปราศจากคนเหล่านี้กระทำหน้าที่ของตนเองอย่างดีแล้ว บุคคลผู้มีชื่อเสียงเด่นดังทั้งหลายก็คงมิสามารถดำรงสถานะอยู่ได้อย่างที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน แล้วใครเล่าจะบอกได้ว่ามนุษย์เงาเหล่านี้ มิได้มีความสำคัญในการขับดันเฟืองจักรของสังคมให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่น
ตะวันยามเที่ยงแผดจ้าอยู่เหนือศีรษะ เมื่อร้านกาแฟเล็กๆแห่งหนึ่งผ่านเข้ามาในสายตา ยามที่สองเท้าเริ่มอ่อนล้า คนแรมทางย่อมมองหาที่พักกาย เช่นเดียวกัน ยามเมื่อจิตใจอ่อนล้าจากการเดินทางภายใน ที่พักใจก็เป็นสิ่งจำเป็น น่าแปลกที่ในยุคสมัยที่มีที่พักกายมากมายให้เลือก ที่พักใจดีๆกลับมีจำนวนน้อยถอยลงตามลำดับ หรือว่าความก้าวหน้าทางวัตถุจำต้องแปรผกผันกับความเจริญของจิตใจด้วย จะมีที่ใดในโลกใบเล็กใบนี้บ้างที่ทั้งสองสิ่งนี้สามารถเดินควบคู่ไปด้วยกันได้เฉกเช่นผืนทรายและน้ำทะเลที่ต่างก็โอบอุ้มหนุนเนื่องซึ่งกันและกันอยู่เสมอ ในสถานที่ที่มีความงามล้นเหลือเฉกเช่นที่เกาะสวรรค์แห่งนี้ ผมก็หวังจะได้พบเจอน้ำใจอันงดงามของผู้คนด้วยเช่นกัน แต่ในยามนี้ เพียงขอพำนักกายสักครู่ก่อนจะก้าวเดินต่อไปบนถนนแห่งการแสวงหาสายนี้
...
อยากไปมั่ง T_T
ชอบเพลงนี้ของ Chopin มากๆ
Nocturne ของเค้าก็เพราะนะ ^_^
#1 By [K] on 2008-06-19 19:54