เกียวโตในวันฝนพรำ
posted on 30 Apr 2008 20:26 by mindpower in Journey" ผมมาทำอะไรที่นี่ "
ผมลืมตาขึ้นมาท่ามกลางแสงสลัวราง และเสียงฮัมเบาๆของเจ้านกยักษ์ที่เคลื่อนตัวเข้าสู่น่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นอย่างช้าๆ หญิงสาวที่ข้างกายยังคงหลับไหลอย่างเงียบงัน เธอคงเพลียจากการเดินทางฟันฝ่าการจราจรช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ และขั้นตอนกระบวนความต่างๆของสนามบินกว่าจะได้มานั่งอยู่บนเครื่องนี้ เช่นเดียวกันกับคนอื่นๆอีกมากมายรอบตัว แม้จะเป็นคนแปลกหน้า แต่เส้นทางชีวิตเราก็โคจรมาพบกันสั้นๆบนเครื่องนี้ ก่อนจะแยกย้ายจากไปตามวิถีของแต่ละคน
ผมเหลือบตาดูนาฬิกา เพิ่งจะตีสองกว่าๆตามเวลาประเทศไทย ยังอีกสองชั่วโมงกว่าเครื่องจะลง ยังพอมีเวลานอนเอาแรงอีกพักใหญ่ๆ ผมหลับตาลงช้าๆพลางนึกถึงอีก 17 ชีวิตที่ล่วงหน้าไปเมื่อห้าวันก่อน ป่านนี้พวกเขาก็คงหลับไหลอยู่เช่นกัน
...
ฝนยังคงพรำลงมาไม่ขาดสายขณะที่เราย่างเท้าเข้าสู่เขตวัด Kinkakuji แม้อุณหภูมิจะยังอยู่ที่สิบกว่าองศา แต่ความเปียกชื้นบวกกับกระแสลมที่พัดมาเป็นระยะ ก็ทำให้หลายคนรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงหัวใจ และแล้วภาพที่คุ้นตาก็ปรากฏให้เห็น อาคารสามชั้นสีทองอร่ามตาสะท้อนเงาลงในบึงน้ำเบื้องหน้าแวดล้อมไปด้วยพรรณไม้เขียวขจีท่ามกลางอ้อมกอดของขุนเขา ช่างงดงามจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนที่เผามันทิ้งไปได้ลงคอในเมื่อ 58 ปีก่อน โชคดีที่ห้าปีให้หลังก็ได้มีการบูรณะขึ้นใหม่อีกครั้งทำให้คนรุ่นหลังอย่างเราได้มีโอกาสมายลชมกันในวันนี้
แม้ตัวอาคารจะตระการตา แต่ความสงบที่สัมผัสได้จากมุมเล็กๆบางซอกมุมในวัดกลับตรึงใจเราได้นานกว่าสิ่งที่ตาเห็น เช่นเดียวกับคนเล็กๆบางคน แม้ไม่ได้สะดุดตาใคร แต่ก็ยังคงความหมายในใจเราได้ไม่เสื่อมคลาย
เมื่อโลกก้าวไปข้างหน้า วิถีชีวิตก็เปลี่ยนตาม กระบอกติ้วไม้ไผ่ที่สองมือเคยเขย่าเพี่อหวังจะรับรู้โชคชะตาก็กลับกลายเป็นตู้อิเลคทรอนิกสีเหลืองที่เพียงแค่หยอดเงินลงไป ก็จะได้กระดาษแผ่นน้อยที่ระบุถึงวันเวลาข้างหน้าของเราออกมา สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนก็คือความกระหายใคร่รู้ของมนุษย์เราต่ออนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ขนม ... สัญลักษณ์แห่งความอร่อย และรอยยิ้มเปี่ยมสุข สำหรับเด็กน้อยหลายคน ขนมคือตัวแทนแห่งความรักของบิดามารดาและความเมตตาของปู่ย่าตายาย แต่สำหรับคนบางคนที่ผ่านพ้นขวากหนามบนเส้นทางชีวิตมากว่าครื่งแล้ว บางครั้งขนมก็เพียงทำให้พวกเขาหวนรำลึกถึงวันคืนเก่าๆที่ล่วงลับผ่านเลย
กำแพงวัดทอดยาวไกลยามเมื่อเราค่อยๆก้าวย่างห่างออกมาเรื่อยๆ กำแพงวัดแม้จะยาวไกลเพียงใดก็ยังมีจุดสิ้นสุด ยังมีช่องทางให้ผู้ศรัทธาได้ผ่านเข้าไป แต่กำแพงแห่งอวิชชาในใจที่เราก่อขึ้นมาเล่า จะมีวันใดที่มันจะถูกทลายลงเพื่อให้แสงสว่างแห่งปัญญาได้สาดส่องเข้าไปหรือไม่หนอ
สายฝนที่กระหน่ำลงมาแต่เช้า เริ่มซาลงทีละน้อยเมื่อรถบัสสาย 101 จอดเทียบป้าย คณะเราซึ่งประกอบไปด้วยเด็ก สตรี และคนชราก็เริ่มกระบวนการไต่เนินเขาลูกย่อมๆมุ่งขึ้นสู่ Kiyomizudera หรือที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักกันในนามวัดน้ำใส ระหว่างทางนั้นเรียงรายด้วยร้านค้าขายของที่ระลึกและงานฝีมือมากมาย ถนนสายนี้ดั้งเดิมเป็นแหล่งงานฝีมือพวกถ้วยชามเซรามิคสไตล์ญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อที่สุดแห่งหนึ่ง ปัจจุบันงานเหล่านี้แม้ยังคงมีให้เห็น แต่ส่วนหนึ่งก็ถูกแทนที่ด้วยร้านรวงประเภทอื่นไปไม่น้อย
เมื่ออ้อมพ้นโค้งสุดท้าย พลันสายตาก็ถูกดึงดูดด้วยซุ้มประตูสีแดงสดขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ชวนให้ทึ่งในศรัทธาของมนุษย์ที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์แม้เมื่อหลายร้อยปีก่อนก็ตาม
วัดนี้เริ่มก่อตั้งมาตั้งแต่เมื่อปีคศ.798 แต่รูปทรงที่เห็นในปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นในปีคศ.1633 โดยโชกุนโตกูกาว่า ส่วนที่น่าทึ่งที่สุดก็คือระเบียงไม้ที่ยื่นออกมาจากห้องโถงกลาง ซึ่งถูกค้ำยันไว้โดยเสาไม้สูง 15 เมตรจำนวน 139 ต้น ทำให้ผู้ที่ไปยืนอยู่ที่ระเบียงนี้สามารถมองเห็นความลึกของหุบเหวได้อย่างชัดเจน รวมทั้งตัวนครเกียวโตที่อยู่ห่างออกไปเบื้องล่างด้วย
ค่อยๆลัดเลาะผ่านตัวอาคารหลัก เลี้ยวขวาลงบันไดหินยาวเหยียดมุ่งสู่สายธารทั้งสามของน้ำตก Otowa ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดน้ำใส ผู้คนมากมายจากทุกสารทิศต่างเรียงรายกันรอดื่มสายน้ำศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเชื่อกันว่าจะช่วยทำให้เรียนหนังสือเก่ง มีความรักที่สุขสมหวัง และมีสุขภาพแข็งแรงยืนยาว สะท้อนถึงความใฝ่ฝันของคนในแต่ละวัยแต่ละช่วงของชีวิตไม่ว่าจะมาจากเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ใดก็ตาม ผมเหม่อมองดวงตาและใบหน้าเปื้อนยิ้มเหล่านั้นแล้วก็อวยพรในใจลึกๆขอให้พวกเขาได้สมดังที่หวัง แม้จะรู้ว่าบ่อยครั้งเหตุการณ์บางอย่างในชีวิตจริงก็ประดุจเปลวแดดอันร้อนแรงที่แผดเผาละอองไอแห่งความหวังเหล่านั้นให้เหือดหายไปได้ในพริบตา แต่สำหรับชนชาติเดียวในโลกใบนี้ที่ได้รับรู้ถึงอานุภาพของระเบิดนิวเคลียร์ด้วยตนเอง ในบางชั่วขณะนั้นความหวังก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงให้ชีวิตยังคงดำรงอยู่
ท่ามกลางความมืดมิดบนฟูกหนานุ่มที่ปูอยู่บนเสื่อตาตามิ ภาพเมื่อยามเย็นยังคงติดตาอยู่ หลังม่านละอองฝนที่โปรยปรายลงมา ท้องฟ้าค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มก่อนการมาเยือนของรัตติกาล จากตำแหน่งที่ยืนอยู่มองเห็นรถราวิ่งวุ่นอยู่บนถนนสายหลักของย่าน Gion ท้องถิ่นแห่งชีวิตราตรีของนครเกียวโต หลายๆคนก็มุ่งหน้ากลับบ้านเพื่อไปหาคนที่รออยู่ แต่สำหรับบางคน บ้านก็คงเป็นเพียงแค่ความว่างเปล่าที่รอคอยให้ความเงียบเหงาค่อยๆคืบคลานเข้ามากัดกินเวลานาทีของชีวิตให้แหว่งวิ่นไปทีละน้อย ท่ามกลางกระแสแห่งชีวิตที่ขึ้นลงของมวลมนุษย์ ชีพจรของนครเกียวโตยังคงเต้นต่อไปไม่หยุดยั้ง
หญิงสาวที่ข้างกายหลับไหลไปนานแล้ว ด้วยความอ่อนเพลียและเหนื่อยล้า ผมหลับตาลงช้าๆ ในสำนึกสุดท้ายก่อนจะล่วงลับสู่ห้วงนิทรารมย์ คำถามเดิมยังดังก้องอยู่ในใจ
" ผมมาทำอะไรที่นี่ ... บนโลกใบนี้ ... "
...
ยิ่งเห็นภาพแล้วยิ่งเชื่อว่าที่นั่นจะต้องสวย ละ สงบมากแน่เลยค่ะ
ว่าแต่...แม่มดอยากลองหยอดเหรียญดูอนาคตจัง
#1 By *~ แม่มด ~* on 2008-04-30 20:55